“เงินสี่ด้าน” หมายถึงรายได้ที่มาจากงานสี่ประเภท
E (Employee) ลูกจ้าง
S (Self-Employed) คนทำธุรกิจส่วนตัว
B (Business Owner) เจ้าของกิจการ
I (Investor) นักลงทุน
รายได้ของคุณมาจากด้านไหนของ “เงินสี่ด้าน”
รายได้ของคุณมาจากด้านไหน ก็แสดงว่าคุณอยู่ในกลุ่มนั้น กล่าวคือ ถ้าคุณได้รับเงินเดือนจากการทำงานให้กับกิจการที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ ก็แสดงว่าเงินของคุณมาจากด้าน E ไม่ว่าตำแหน่งของคุณจะเป็นภารโรงหรือประธานบริษัทก็ตาม ก็ล้วนแต่เป็นลูกจ้างด้วยกันทั้งนั้น
ถ้ารายได้ของคุณเป็นลักษณะของค่านายหน้า หรือค่าตัวของคุณเป็นรายชั่วโมง คุณก็อาจจะอยู่ในกลุ่ม S เช่น ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ นักกฎหมาย แพทย์ ผู้ที่อยู่ในกลุ่ม S ยังหมายรวมถึงเจ้าของกิจการขนาดเล็ก เช่น เจ้าของร้านอาหาร กิจการในครอบครัว อาชีพที่ปรึกษา ผู้ให้บริการด้านการทำสวน การทำความสะอาดบ้าน
ถ้าหากรายได้ของคุณมาจากธุรกิจ โดยที่คุณไม่ต้องลงมือไปทำงานนั้นเอง คุณก็จัดอยู่ในกลุ่ม B และถ้าหากรายได้ของคุณมาจากการลงทุน คุณก็อยู่ในกลุ่ม I ส่วนผู้ที่มีรายได้มาจากเงินบำนาญก็จะอยู่ในกลุ่ม E และบางคนก็อาจจะมีรายได้มาจากหลายๆด้าน พร้อมๆกันก็ได้
ข้อแตกต่างระหว่างคนที่อยู่ในด้าน S กับ B คือ คนที่อยู่ในด้าน B คือคนที่สามารถปล่อยวางธุรกิจของเขาได้เป็นปี เมื่อเขากลับมา ธุรกิจนั้นก็ยังอยู่และยังอาจจะทำกำไรได้มากขึ้นอีกด้วย ส่วนคนที่ทำงานให้กับตัวเองหรือคนที่เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กจะไม่สามารถทิ้งกิจการของเขาไปได้ และส่วนใหญ่แล้วถ้าคนเหล่านี้หยุดทำงาน รายได้จากกิจการของเขาก็จะหยุดตามไปด้วย
จะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้อย่างไร
ผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้อ่านหนังสือเรื่อง “เงินสี่ด้าน” และเริ่มที่จะเข้าใจผลของการเปลี่ยนไปอยู่ด้านขวาของ “เงินสี่ด้าน” ก็มักจะถามว่า “ผมจะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านหนึ่งได้อย่างไร ?” คุณพูดอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่มันไม่ง่ายเลย
คำตอบของผมก็คือ “ทำไมคุณไม่ลองไปทำการตลาดแบบเครือข่ายดูก่อนล่ะ ? ” เหตุผลที่ผมแนะนำให้ไปลองเริ่มทำธุรกิจเครือข่ายก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ลองเริ่มศึกษาธุรกิจเครือข่ายดู ก็เพราะว่าการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านที่ว่านี้มิใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในชั่วเวลาข้ามคืน พ่อรวยของผมใช้เวลาหลายปีแนะนำผม สอนผม และบางครั้งก็ด่าว่าผม เพื่อที่จะให้ผมเปลี่ยนไปอยู่ด้าน B และ I การเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงจะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งด้านของสติปัญญา อารมณ์ ร่างกาย และจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลา และต้องมีผู้ที่คอยให้คำแนะนำ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายบางบริษัทจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วที่จะคอยช่วยเหลือคุณ
ทำงานประจำของคุณต่อไป
ในด้าน B นั้นมีธุรกิจอยู่สามประเภทด้วยกัน ประเภทที่หนึ่งก็คือสร้างบริษัทใหญ่ๆขึ้นมา ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินกันมาแล้วอย่างเช่น เดลล์คอมพิวเตอ์ หรือฮิวเลตต์แพคคาร์ด ซึ่งเริ่มต้นในหอพักนักศึกษาและในโรงรถ ประเภทที่สองก็คือเลือกซื้อระบบแฟรนไชส์อย่างเช่น แม็คโดนัลด์หรือตาโค เบลล์ และประเภทที่สามคือ ธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย
ข้อได้เปรียบของธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายก็คือค่าผ่านประตูของมันต่ำมาก ระบบแฟรนไชส์ของแม็คโดนัลด์อาจจะต้องจ่ายถึงหนึ่งล้านเหรีญ ถ้าคุณมีเงินหนึ่งล้านเหรียญอยู่แล้ว หรือธนาคารพร้อมที่จะให้คุณกู้ คุณก็อาจจะเลือกลงทุนซื้อแฟรนไชส์นี้ก็ได้ แต่ถ้าหากคุณไม่มีเงินอย่างที่ว่า และไม่มีเวลาที่จะกระโดดลงไปทำธุรกิจนี้เต็มเวลา ธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายน่าจะเหมาะสำหรับคุณมากกว่า
ข้อดีสำหรับการเลือกทำธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายก็คือว่า คุณยังสามาถที่จะคงอยู่ในด้าน E และ S และใช้เวลาว่างหลังเลิกงานสร้างธุรกิจในด้าน B ได้ และด้วยวิธีนี้คุณจึงสามารถเรียนรู้ไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องแลกกับความเจ็บปวด ความทุกข์ และความเสี่ยงทางด้านการเงิน
จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ในการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านหนึ่ง
เมื่อถูกถามว่า “จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านหนึ่ง ?” ผมก็มักจะตอบว่า “ทุกวันนี้ ผมก็ยังคงพยายามเปลี่ยนตัวเองอยู่” ความหมายของผมก็คือว่า การศึกษาในด้าน B และ I มากขึ้นเท่าไร ผมก็ยิ่งทำเงินจากมันได้มากขึ้นเท่านั้น
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว คำแนะนำของผมก็คือ คุณควรจะให้เวลากับมันอย่างน้อยสัก 5 ปี แต่เมื่อตอบเช่นนี้ คนทั่วไปก็จะร้องโอดครวญว่ามันมากเกินไป ถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็ลองทุ่มเทสักหกเดือนก่อนก็ได้ และเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว คุณจะต้องเข้ารับการอบรมทุกรายการที่เขาบอก เข้าประชุม เข้าอบรมทุกงาน ไม่ว่างานใหญ่หรืองานเล็ก เหตุที่ผมแนะนำเช่นนี้ก็เพราะว่า ทันทีที่สิ่งแวดล้อมของคุณเปลี่ยน มุมมองของคุณก็จะเปลี่ยนเช่นกัน ฉะนั้นคุณจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทั้งหมดของคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับการเริ่มต้นในธุรกิจเครือข่ายนั้น ในช่วงหกเดือนแรก คุณก็จะต้องเข้าอบรมให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แม้มันจะหมายความว่า คุณจะมีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยลงบ้างก็ตาม ที่ผมแนะนำเช่นนี้ ก็เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ว่า “นกจะบินไปด้วยกันเมื่อมันอยู่ในฝูง”
ถ้าคุณพร้อมแล้วที่จะข้ามไปยังด้าน B และ I คุณก็จะต้องเริ่มคบกับคนที่คิดเหมือนกับคุณ
การสอนจากประสบการณ์จริง
สิ่งที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่โรงเรียนการบินก็คือ พวกเราได้เรียนรู้วิชาการบินจากนักบินซึ่งผ่านสงครามเวียดนามมา เมื่อพวกเขาสอนเรา เขาสอนเราจากประสบการณ์จริงในชีวิต ในขณะที่การเรียนที่โรงเรียนธุรกิจ (Business School) ทั่วไป ปัญหาหนึ่งที่ผมพบก็คือ อาจารย์ที่สอนหลายคนไม่เคยมีประสบการณ์จริงในการทำธุรกิจมาก่อน สำหรับการตลาดแบบเครือข่ายก็เช่นเดียวกัน ผู้คนที่สอนเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ในระดับสูงของธุรกิจนั้น ซึ่งต่างจากในโลกของโรงเรียนธุรกิจแบบเดิม ที่คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จจริงๆ เพื่อที่จะมาสอนวิชาธุรกิจ และนั่นคงจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมอาจารย์ที่สอนวิชาธุรกิจเหล่านั้นจึงมีราย ได้น้อยกว่าผู้ที่สอนในโลกของธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย
ดังนั้นเมื่อคุณมองเข้าไปในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย ก็ควรมองไปยังผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับสูงในธุรกิจนั้นด้วย และถามตัวคุณเองว่าคุณต้องการที่จะเรียนรู้จากเขาหรือไม่ วิชาความรู้ที่สำคัญ ที่สอนกันจากประสบการณ์จริงในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย ได้แก่
1. ทัศนคติสู่ความสำเร็จ
2. ทักษะการเป็นผู้นำ
3. ทักษะในการสื่อสาร
4. ทักษะในการพบปะผู้คน
5. การเอาชนะความกลัว ความสงสัย และความไม่มั่นใจในตนเอง
6. การเอาชนะความกลัวจากคำปฏิเสธ
7. ทักษะการบริหารการเงิน
8. ทักษะการลงทุน
9. ทักษะในด้านการสร้างความน่าเชื่อถือ
10. ทักษะในการบริหารเวลา
11. การตั้งเป้าหมาย
12. การจัดระบบ
ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายที่ผมได้พบ ล้วนแต่ได้รับการพัฒนาทักษะต่างๆ เหล่านี้ขึ้นจากโครงการการอบรมของพวกเขาทั้งสิ้น การอบรมเหล่านี้อาจช่วยพัฒนาตัวคุณให้ดีขึ้น และจะมีคุณค่ากับชีวิติของคุณอย่างมหาศาลตลอดไป
ความสำเร็จมิได้วัดกันที่เงิน
ในระหว่างการสนทนาที่ผมได้พูดถึงในตอนต้นของบทนี้ ก็มีอีกคนหนึ่งถามผมว่า “ถ้าต้นทุนในการเข้าสู่ด้าน B ด้วยธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายต่ำเช่นนี้ ทำไมจึงมีคนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงอยู่เพียงไม่กี่คน”
ผมขอบคุณสำหรับคำถามของเขา แล้วก็เสริมว่า “คนทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งไม่เหมือนกับระบบการทำงานในบริษัททั่วไปที่จะมีเพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงจุดสุดยอดได้ แต่เหตุที่มีคนไปถึงจุดสุดยอดในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายไม่กี่คคน เพราะคนส่วนใหญ่ล้มเลิกก่อนที่เขาจะไปถึงต่างหาก”
“คนบางคนตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจเพียงเพราะต้องการเงิน และเมื่อไม่สามารถทำเงินได้ในสองสามเดือนแรก หรือสองสามปีแรก เขาก็สิ้นหวัง เลิกทำธุรกิจ แล้วก็มักจะพูดถึงธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายไปในทางที่ไม่ค่อยดี” นักเรียนอีกคนหนึ่งในชั้นถามขึ้นบ้างว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเงินแล้วผู้คนจะเข้าร่วมธุรกิจนี้เพื่ออะไร
“มีเหตุผลสองข้อด้วยกัน” ผมตอบ “เหตุผลข้อที่หนึ่งก็คือ ช่วยตัวเอง หมายความว่าคุณเข้าร่วมธุรกิจนี้เพราะต้องการย้ายจากด้าน E และ S ไปยังด้าน B ซึ่งเป็นเหตุผลหลัก เหตุผลข้อที่สองก็คือ ช่วยคนอื่น ถ้าคุณเข้าร่วมทำธุรกิจนี้ด้วยเหตุผลพียงข้อใดข้อหนึ่ง คุณจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ได้เลย”
บทสรุป
ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายแล้ว ผมก็ใคร่ขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
2. กำหนดเวลาแน่นอนที่จะทุ่มเทเพื่อทำธุรกิจนี้สัก 5 ปี, 2 ปี, 1 ปี, หรือสัก 6 เดือน
พ่อรวยของผมพูดว่า “ความแตกต่างระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้กำหนดด้วยเส้นชัยของเขา ผู้ชนะไม่สนใจว่าเขาจะเป็นคนแรกหรือเป็นคนสุดท้ายที่เข้าเส้นชัย สิ่งที่เขาสนใจก็คือเขาจะต้องไปถึงเส้นชัยนั้นให้ได้ ส่วนผู้แพ้นั้นตัดสินใจเลิกก่อนที่จะไปถึงเส้นชัยทุกที ฉะนั้นทุกๆวัน ตลอดชีวิตของพวกเขา เขาจึงได้วิ่งเพียงแค่วันละ 95 เมตรเท่านั้น แทนที่จะวิ่งไปให้ถึงเส้นชัย 100 เมตร”
3. ยึดมั่นกับเป้าหมายของคุณ เมื่อคุณตัดสินใจแล้วก็จงอย่าทำแบบคนที่ไม่ประสบความสำเร็จทำ นั่นก็คือการเปลี่ยนใจ ถ้าคุณตัดสินใจที่จะลองทำธุรกิจดูแล้ว สมมติว่าสักหนึ่งปี ในปีนั้นทั้งปี คุณจะต้องเข้าอบรมทุกการอบรมที่ผู้สปอนเซอร์ของคุณแนะนำ แล้วคุณจะค่อยๆ เข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น ผมเองก็ได้พบว่าหลังจากที่ไปร่วมประชุมกับพวกเขาได้ถึง 5 ครั้ง ผมก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมไม่เข้าใจมาก่อน และความคิดของผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
4. กำหนดเป้าหมายที่คุณต้องการทำให้สำเร็จขึ้นมา เช่น คุณต้องการที่จะ มีแค่รายได้เพิ่มขึ้นอีกสักสองสามดอลลาร์ต่อเดือน หรือหารายได้มาแทนรายได้จากงานประจำ หรือเป็นเศรษฐีที่มีรายได้สักหนึ่งล้านเหรียญต่อปี
5. ศึกษาอย่างจริงจังราวกับว่า นี่คือโอกาสเดียวที่คุณมีเหลืออยู่… และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
6. ฝันให้ใหญ่… และอย่าละสายตาจากมันเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าคุณจะยังไม่สามารถบรรลุถึงความใฝ่ฝันของคุณก็ตาม การมีความใฝ่ฝันที่ใหญ่แล้วพยายามทำให้
มันเป็นจริง ดีกว่ามีเพียงความใฝ่ฝันเล็กๆ และทำได้แค่ความใฝ่ฝันแบบเล็กๆ เท่านั้น อย่างที่พ่อรวยของผมพูดว่า “ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จมากกับคนที่ประสบความสำเร็จน้อยอยู่ตรงที่ขนาดของความใฝ่ฝันของเขานั่นเอง”
และไม่ว่าคุณตัดสินใจที่จะลงมือทำธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายต่อไปหรือไม่ก็ตาม… สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณจะต้องมีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งความฝันของคุณอาจจะเป็นจริงก็ได้แล้วมันก็อาจจะเป็นความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่เสียด้วย
พ่อรวยของผมกล่าวว่า “คนที่รวยที่สุดในโลก มองหาวิธีการสร้างเครือข่าย ในขณะที่คนอื่นๆ มองหางานทำ”
โรเบิร์ต ที. คิโยซากิ
ผู้เขียนหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” และหนังสือชุดพ่อรวย
“เงินสี่ด้าน” หมายถึงรายได้ที่มาจากงานสี่ประเภทE (Employee) ลูกจ้างS (Self-Employed) คนทำธุรกิจส่วนตัวB (Business Owner) เจ้าของกิจการI (Investor) นักลงทุน
รายได้ของคุณมาจากด้านไหนของ “เงินสี่ด้าน”
รายได้ของคุณมาจากด้านไหน ก็แสดงว่าคุณอยู่ในกลุ่มนั้น กล่าวคือ ถ้าคุณได้รับเงินเดือนจากการทำงานให้กับกิจการที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ ก็แสดงว่าเงินของคุณมาจากด้าน E ไม่ว่าตำแหน่งของคุณจะเป็นภารโรงหรือประธานบริษัทก็ตาม ก็ล้วนแต่เป็นลูกจ้างด้วยกันทั้งนั้น
ถ้ารายได้ของคุณเป็นลักษณะของค่านายหน้า หรือค่าตัวของคุณเป็นรายชั่วโมง คุณก็อาจจะอยู่ในกลุ่ม S เช่น ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ นักกฎหมาย แพทย์ ผู้ที่อยู่ในกลุ่ม S ยังหมายรวมถึงเจ้าของกิจการขนาดเล็ก เช่น เจ้าของร้านอาหาร กิจการในครอบครัว อาชีพที่ปรึกษา ผู้ให้บริการด้านการทำสวน การทำความสะอาดบ้าน
ถ้าหากรายได้ของคุณมาจากธุรกิจ โดยที่คุณไม่ต้องลงมือไปทำงานนั้นเอง คุณก็จัดอยู่ในกลุ่ม B และถ้าหากรายได้ของคุณมาจากการลงทุน คุณก็อยู่ในกลุ่ม I ส่วนผู้ที่มีรายได้มาจากเงินบำนาญก็จะอยู่ในกลุ่ม E และบางคนก็อาจจะมีรายได้มาจากหลายๆด้าน พร้อมๆกันก็ได้
ข้อแตกต่างระหว่างคนที่อยู่ในด้าน S กับ B คือ คนที่อยู่ในด้าน B คือคนที่สามารถปล่อยวางธุรกิจของเขาได้เป็นปี เมื่อเขากลับมา ธุรกิจนั้นก็ยังอยู่และยังอาจจะทำกำไรได้มากขึ้นอีกด้วย ส่วนคนที่ทำงานให้กับตัวเองหรือคนที่เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กจะไม่สามารถทิ้งกิจการของเขาไปได้ และส่วนใหญ่แล้วถ้าคนเหล่านี้หยุดทำงาน รายได้จากกิจการของเขาก็จะหยุดตามไปด้วย
จะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้อย่างไร
ผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้อ่านหนังสือเรื่อง “เงินสี่ด้าน” และเริ่มที่จะเข้าใจผลของการเปลี่ยนไปอยู่ด้านขวาของ “เงินสี่ด้าน” ก็มักจะถามว่า “ผมจะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านหนึ่งได้อย่างไร ?” คุณพูดอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่มันไม่ง่ายเลย
คำตอบของผมก็คือ “ทำไมคุณไม่ลองไปทำการตลาดแบบเครือข่ายดูก่อนล่ะ ? ” เหตุผลที่ผมแนะนำให้ไปลองเริ่มทำธุรกิจเครือข่ายก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ลองเริ่มศึกษาธุรกิจเครือข่ายดู ก็เพราะว่าการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านที่ว่านี้มิใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในชั่วเวลาข้ามคืน พ่อรวยของผมใช้เวลาหลายปีแนะนำผม สอนผม และบางครั้งก็ด่าว่าผม เพื่อที่จะให้ผมเปลี่ยนไปอยู่ด้าน B และ I การเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงจะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งด้านของสติปัญญา อารมณ์ ร่างกาย และจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลา และต้องมีผู้ที่คอยให้คำแนะนำ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายบางบริษัทจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วที่จะคอยช่วยเหลือคุณ
ทำงานประจำของคุณต่อไป
ในด้าน B นั้นมีธุรกิจอยู่สามประเภทด้วยกัน ประเภทที่หนึ่งก็คือสร้างบริษัทใหญ่ๆขึ้นมา ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินกันมาแล้วอย่างเช่น เดลล์คอมพิวเตอ์ หรือฮิวเลตต์แพคคาร์ด ซึ่งเริ่มต้นในหอพักนักศึกษาและในโรงรถ ประเภทที่สองก็คือเลือกซื้อระบบแฟรนไชส์อย่างเช่น แม็คโดนัลด์หรือตาโค เบลล์ และประเภทที่สามคือ ธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย
ข้อได้เปรียบของธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายก็คือค่าผ่านประตูของมันต่ำมาก ระบบแฟรนไชส์ของแม็คโดนัลด์อาจจะต้องจ่ายถึงหนึ่งล้านเหรีญ ถ้าคุณมีเงินหนึ่งล้านเหรียญอยู่แล้ว หรือธนาคารพร้อมที่จะให้คุณกู้ คุณก็อาจจะเลือกลงทุนซื้อแฟรนไชส์นี้ก็ได้ แต่ถ้าหากคุณไม่มีเงินอย่างที่ว่า และไม่มีเวลาที่จะกระโดดลงไปทำธุรกิจนี้เต็มเวลา ธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายน่าจะเหมาะสำหรับคุณมากกว่า ข้อดีสำหรับการเลือกทำธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายก็คือว่า คุณยังสามาถที่จะคงอยู่ในด้าน E และ S และใช้เวลาว่างหลังเลิกงานสร้างธุรกิจในด้าน B ได้ และด้วยวิธีนี้คุณจึงสามารถเรียนรู้ไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องแลกกับความเจ็บปวด ความทุกข์ และความเสี่ยงทางด้านการเงิน
จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ในการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านหนึ่ง
เมื่อถูกถามว่า “จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านหนึ่ง ?” ผมก็มักจะตอบว่า “ทุกวันนี้ ผมก็ยังคงพยายามเปลี่ยนตัวเองอยู่” ความหมายของผมก็คือว่า การศึกษาในด้าน B และ I มากขึ้นเท่าไร ผมก็ยิ่งทำเงินจากมันได้มากขึ้นเท่านั้น
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว คำแนะนำของผมก็คือ คุณควรจะให้เวลากับมันอย่างน้อยสัก 5 ปี แต่เมื่อตอบเช่นนี้ คนทั่วไปก็จะร้องโอดครวญว่ามันมากเกินไป ถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็ลองทุ่มเทสักหกเดือนก่อนก็ได้ และเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว คุณจะต้องเข้ารับการอบรมทุกรายการที่เขาบอก เข้าประชุม เข้าอบรมทุกงาน ไม่ว่างานใหญ่หรืองานเล็ก เหตุที่ผมแนะนำเช่นนี้ก็เพราะว่า ทันทีที่สิ่งแวดล้อมของคุณเปลี่ยน มุมมองของคุณก็จะเปลี่ยนเช่นกัน ฉะนั้นคุณจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทั้งหมดของคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับการเริ่มต้นในธุรกิจเครือข่ายนั้น ในช่วงหกเดือนแรก คุณก็จะต้องเข้าอบรมให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แม้มันจะหมายความว่า คุณจะมีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยลงบ้างก็ตาม ที่ผมแนะนำเช่นนี้ ก็เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ว่า “นกจะบินไปด้วยกันเมื่อมันอยู่ในฝูง”
ถ้าคุณพร้อมแล้วที่จะข้ามไปยังด้าน B และ I คุณก็จะต้องเริ่มคบกับคนที่คิดเหมือนกับคุณ
การสอนจากประสบการณ์จริง
สิ่งที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่โรงเรียนการบินก็คือ พวกเราได้เรียนรู้วิชาการบินจากนักบินซึ่งผ่านสงครามเวียดนามมา เมื่อพวกเขาสอนเรา เขาสอนเราจากประสบการณ์จริงในชีวิต ในขณะที่การเรียนที่โรงเรียนธุรกิจ (Business School) ทั่วไป ปัญหาหนึ่งที่ผมพบก็คือ อาจารย์ที่สอนหลายคนไม่เคยมีประสบการณ์จริงในการทำธุรกิจมาก่อน สำหรับการตลาดแบบเครือข่ายก็เช่นเดียวกัน ผู้คนที่สอนเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ในระดับสูงของธุรกิจนั้น ซึ่งต่างจากในโลกของโรงเรียนธุรกิจแบบเดิม ที่คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จจริงๆ เพื่อที่จะมาสอนวิชาธุรกิจ และนั่นคงจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมอาจารย์ที่สอนวิชาธุรกิจเหล่านั้นจึงมีราย ได้น้อยกว่าผู้ที่สอนในโลกของธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย
ดังนั้นเมื่อคุณมองเข้าไปในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย ก็ควรมองไปยังผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับสูงในธุรกิจนั้นด้วย และถามตัวคุณเองว่าคุณต้องการที่จะเรียนรู้จากเขาหรือไม่ วิชาความรู้ที่สำคัญ ที่สอนกันจากประสบการณ์จริงในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย ได้แก่
1. ทัศนคติสู่ความสำเร็จ2. ทักษะการเป็นผู้นำ3. ทักษะในการสื่อสาร4. ทักษะในการพบปะผู้คน5. การเอาชนะความกลัว ความสงสัย และความไม่มั่นใจในตนเอง6. การเอาชนะความกลัวจากคำปฏิเสธ7. ทักษะการบริหารการเงิน8. ทักษะการลงทุน9. ทักษะในด้านการสร้างความน่าเชื่อถือ10. ทักษะในการบริหารเวลา11. การตั้งเป้าหมาย12. การจัดระบบ
ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายที่ผมได้พบ ล้วนแต่ได้รับการพัฒนาทักษะต่างๆ เหล่านี้ขึ้นจากโครงการการอบรมของพวกเขาทั้งสิ้น การอบรมเหล่านี้อาจช่วยพัฒนาตัวคุณให้ดีขึ้น และจะมีคุณค่ากับชีวิติของคุณอย่างมหาศาลตลอดไป
ความสำเร็จมิได้วัดกันที่เงิน
ในระหว่างการสนทนาที่ผมได้พูดถึงในตอนต้นของบทนี้ ก็มีอีกคนหนึ่งถามผมว่า “ถ้าต้นทุนในการเข้าสู่ด้าน B ด้วยธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายต่ำเช่นนี้ ทำไมจึงมีคนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงอยู่เพียงไม่กี่คน”
ผมขอบคุณสำหรับคำถามของเขา แล้วก็เสริมว่า “คนทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งไม่เหมือนกับระบบการทำงานในบริษัททั่วไปที่จะมีเพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงจุดสุดยอดได้ แต่เหตุที่มีคนไปถึงจุดสุดยอดในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายไม่กี่คคน เพราะคนส่วนใหญ่ล้มเลิกก่อนที่เขาจะไปถึงต่างหาก”
“คนบางคนตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจเพียงเพราะต้องการเงิน และเมื่อไม่สามารถทำเงินได้ในสองสามเดือนแรก หรือสองสามปีแรก เขาก็สิ้นหวัง เลิกทำธุรกิจ แล้วก็มักจะพูดถึงธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายไปในทางที่ไม่ค่อยดี” นักเรียนอีกคนหนึ่งในชั้นถามขึ้นบ้างว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเงินแล้วผู้คนจะเข้าร่วมธุรกิจนี้เพื่ออะไร
“มีเหตุผลสองข้อด้วยกัน” ผมตอบ “เหตุผลข้อที่หนึ่งก็คือ ช่วยตัวเอง หมายความว่าคุณเข้าร่วมธุรกิจนี้เพราะต้องการย้ายจากด้าน E และ S ไปยังด้าน B ซึ่งเป็นเหตุผลหลัก เหตุผลข้อที่สองก็คือ ช่วยคนอื่น ถ้าคุณเข้าร่วมทำธุรกิจนี้ด้วยเหตุผลพียงข้อใดข้อหนึ่ง คุณจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ได้เลย”
บทสรุป
ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายแล้ว ผมก็ใคร่ขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
2. กำหนดเวลาแน่นอนที่จะทุ่มเทเพื่อทำธุรกิจนี้สัก 5 ปี, 2 ปี, 1 ปี, หรือสัก 6 เดือนพ่อรวยของผมพูดว่า “ความแตกต่างระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้กำหนดด้วยเส้นชัยของเขา ผู้ชนะไม่สนใจว่าเขาจะเป็นคนแรกหรือเป็นคนสุดท้ายที่เข้าเส้นชัย สิ่งที่เขาสนใจก็คือเขาจะต้องไปถึงเส้นชัยนั้นให้ได้ ส่วนผู้แพ้นั้นตัดสินใจเลิกก่อนที่จะไปถึงเส้นชัยทุกที ฉะนั้นทุกๆวัน ตลอดชีวิตของพวกเขา เขาจึงได้วิ่งเพียงแค่วันละ 95 เมตรเท่านั้น แทนที่จะวิ่งไปให้ถึงเส้นชัย 100 เมตร”
3. ยึดมั่นกับเป้าหมายของคุณ เมื่อคุณตัดสินใจแล้วก็จงอย่าทำแบบคนที่ไม่ประสบความสำเร็จทำ นั่นก็คือการเปลี่ยนใจ ถ้าคุณตัดสินใจที่จะลองทำธุรกิจดูแล้ว สมมติว่าสักหนึ่งปี ในปีนั้นทั้งปี คุณจะต้องเข้าอบรมทุกการอบรมที่ผู้สปอนเซอร์ของคุณแนะนำ แล้วคุณจะค่อยๆ เข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น ผมเองก็ได้พบว่าหลังจากที่ไปร่วมประชุมกับพวกเขาได้ถึง 5 ครั้ง ผมก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมไม่เข้าใจมาก่อน และความคิดของผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
4. กำหนดเป้าหมายที่คุณต้องการทำให้สำเร็จขึ้นมา เช่น คุณต้องการที่จะ มีแค่รายได้เพิ่มขึ้นอีกสักสองสามดอลลาร์ต่อเดือน หรือหารายได้มาแทนรายได้จากงานประจำ หรือเป็นเศรษฐีที่มีรายได้สักหนึ่งล้านเหรียญต่อปี
5. ศึกษาอย่างจริงจังราวกับว่า นี่คือโอกาสเดียวที่คุณมีเหลืออยู่… และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
6. ฝันให้ใหญ่… และอย่าละสายตาจากมันเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าคุณจะยังไม่สามารถบรรลุถึงความใฝ่ฝันของคุณก็ตาม การมีความใฝ่ฝันที่ใหญ่แล้วพยายามทำให้มันเป็นจริง ดีกว่ามีเพียงความใฝ่ฝันเล็กๆ และทำได้แค่ความใฝ่ฝันแบบเล็กๆ เท่านั้น อย่างที่พ่อรวยของผมพูดว่า “ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จมากกับคนที่ประสบความสำเร็จน้อยอยู่ตรงที่ขนาดของความใฝ่ฝันของเขานั่นเอง”
และไม่ว่าคุณตัดสินใจที่จะลงมือทำธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายต่อไปหรือไม่ก็ตาม… สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณจะต้องมีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งความฝันของคุณอาจจะเป็นจริงก็ได้แล้วมันก็อาจจะเป็นความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่เสียด้วย
พ่อรวยของผมกล่าวว่า
“คนที่รวยที่สุดในโลก มองหาวิธีการสร้างเครือข่าย
ในขณะที่คนอื่นๆ มองหางานทำ”
โรเบิร์ต ที. คิโยซากิผู้เขียนหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” และหนังสือชุดพ่อรวย








Facebook
Twitter
MSN
Skype